การตรวจสุขภาพมะเร็งปากมดลูก…ใครว่าน่ากลัว??

การตรวจสุขภาพมะเร็งปากมดลูก…ใครว่าน่ากลัว?? สำหรับสาวๆ คนไหนที่พยายามหลีกเลี่ยงการตรวจมะเร็งปากมดลูกกันอยู่ ลองอ่านสิ่งที่เรากำลังจะบอกนี้ดู และคุณจะเห็นว่าการตรวจมะเร็งปากมดลูกนั้นไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คุณคิด และที่สำคัญ การปล่อยให้เป็นมะเร็งโดยไม่ได้รับการตรวจมะเร็งปากมดลูกนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่ากันมาก

อันตรายของ “มะเร็งปากมดลูก”
มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้ในผู้หญิง ที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ที่เกิดขึ้นบริเวณปากมดลูก ซึ่งสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ เลย หากได้รับการตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรกมักไม่ค่อยมีสัญญาณ ทำให้เมื่อมีอาการก็มักจะเป็นในขั้นรุนแรงแล้ว มะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (Human Papollpmavirus) ที่มีอยู่หลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์หลักๆ ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณอวัยวะเพศของทั้งผู้ชายและผู้หญิงนั่นก็คือ สายพันธุ์ 16 และ 18

ตรวจคัดกรองก่อน…เพื่อการรักษาที่ดีกว่า
วิธีตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในปัจจุบันนี้มีอยู่ 3 วิธี นั่นก็คือ

1.วิธีการตรวจมะเร็งปากมดลูกแปปเสมียร์ (Pap smear) เป็นการตรวจที่แพทย์จะใช้ไม้พายเก็บเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูก ก่อนนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันมานาน เป็นวิธีการตรวจที่ราคาไม่สูง แต่ด้านความแม่นยำอาจไม่มากนัก อยู่ที่ประมาณ 50 %

2.วิธีการตรวจมะเร็งปากมดลูกตินเพร็พ (ThinPrep) วิธีนี้พัฒนามาจากวิธีแปปเสมียร์ มีประสิทธิภาพและความแม่นยำอยู่ที่ประมาณ 90-95% โดยเก็บเซลล์บริเวณปากมดลูกด้วยอุปกรณ์เฉพาะ จากนั้นใส่ลงในขวดน้ำยาตินเพร็พ ก่อนส่งตรวจผลในห้องปฏิบัติการ

3.วิธีการตรวจมะเร็งปากมดลูกตินเพร็พ (ThinPrep) + การตรวจหาเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV DNA Test) เป็นการตรวจที่เชื่อว่าดีที่สุด เพราะเป็นการตรวจหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกร่วมกับตรวจดีเอ็นเอของเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก ร่วมกับการเจาะลึกให้มากขึ้นว่ามีการติดเชื้อ HPV สายพันธุ์ที่ 16 และ 18 หรือไม่ ซึ่งถ้าไม่มีการติดเชื้อก็สามารถมั่นใจได้ถึง 99 % ว่าในช่วง 1-2 ปีที่รับการตรวจโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกจะน้อยมาก

“ช่วงเวลาที่ดีที่สุด” ในการตรวจ
ความจริงแล้วในการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกก็ไม่ได้ต้องเตรียมตัวอะไรกันมาก แค่เตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อม คุณหมอบอกว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตรวจ คือช่วง 10-20 วันหลังจากมีประจำเดือน นั่นหมายความว่าเมื่อเรานับจากวันแรกที่มีประจำเดือนเป็นวันที่ 1 และนับต่อไปอีกสิบวันจนวันที่ 11 ถึงวันที่ 20 ช่วงนี้ร่างกายจะมีความสะอาดมาก ซึ่งทำให้มีค่าเบี่ยงเบนน้อย จึงเหมาะกับการตรวจคัดกรอง แต่อย่างไรก็ตาม การเข้ามาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจคัดกรองนี้สามารถทำได้ทุกเวลา ยกเว้นเพียงแค่ช่วงมีประจำเดือนเท่านั้น

Categories: News

Tags: